ลดน้ำหนัก เพื่อความงามและสุขภาพ

ความอ้วน ศัตรูของความงามและสุขภาพอย่างแท้จริง ยิ่งถ้าน้ำหนักเกินเข้าข่าย โรคอ้วน ด้วยแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะขาดความมั่นใจในการแต่งตัวและเข้าสังคมแล้ว ในด้านร่างกายก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้อีกหลายโรค ฉะนั้นถึงเวลาที่เราควรหันมาใส่ใจกับโรคอ้วนและการ ลดน้ำหนัก กันอย่างจริงจังสักที

โรคอ้วน คืออะไร

ในสมัยก่อนความอ้วนไม่ได้ถือว่าเป็นโรค แต่เมื่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา “ความอ้วน” จึงนับว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง โรคอ้วน (Obesity) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ นำมาซึ่งสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ปัจจุบันประชากรเกือบทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยกำลังประสบกับภาวะ โรคอ้วน ทำให้เพิ่มจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มะเร็งบางชนิด และโรคข้อเสื่อม เรียกว่า โรคอ้วน เป็นปัญหาที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

ชนิดของ โรคอ้วน ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

อ้วนลงพุง โดยผู้ป่วยอ้วนลงพุงจะมีการสะสมของไขมันบริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ลำไส้ กระเพาะอาหาร และอวัยวะอื่นๆ มากกว่าปกติ รวมทั้งมีไขมันใต้ชั้นผิวหนังบริเวณหน้าท้องเพิ่มขึ้น โดยไขมันเหล่านี้จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น และรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า
อ้วนทั้งตัว สำหรับผู้ป่วยที่อ้วนทั้งตัว พบว่ามีไขมันทั่วทั้งร่างกายในปริมาณที่มากกว่าปกติ และไม่จำกัดอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะ
ในบางคนพบว่ามีภาวะของโรคอ้วนทั้งสองประเภทร่วมกัน ซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา รวมถึงโรคที่เกิดจากน้ำหนักตัวที่มาก เช่น ปวดข้อ ปวดหลัง โรคไขข้อ ข้อเสื่อม ระบบการหายใจทำงานติดขัด เป็นต้น

อ้วนไม่อ้วนรู้ได้อย่างไร

โรคอ้วนทั้งตัวสามารถวัดได้จากปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีมากน้อยแค่ไหน ส่วนโรคอ้วนลงพุงสามารถวัดได้จากปริมาณไขมันในช่องท้องและไขมันใต้ผิวหนัง บริเวณหน้าท้อง ซึ่งการวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัวคือการวัดจากค่าดัชนีมวลกาย และโรคอ้วนลงพุงวัดจากเส้นรอบเอว ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) คือ ค่าความหนาของร่างกาย ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินภาวะอ้วนและภาวะผอมในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป และใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยสามารถคำนวณได้จาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตรยกกำลังสอง) ดังนี้

ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)

ส่วนสูง (เมตร)2

การแบ่งระดับความอ้วนตามค่าดัชนีมวลกายของคนเอเชีย

ค่าดัชนีมวลกาย (กก./ม.2) ภาวะน้ำหนักตัว
น้อยกว่า 18.5 น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
18.5 – 22.9 ปกติ
23.0 – 24.9 น้ำหนักเกิน
25.0 – 29.9 โรคอ้วน
มากกว่า 30 โรคอ้วนอันตราย
ส่วนโรคอ้วนลงพุงสามารถวัดได้ง่ายๆ จากการวัดเส้นรอบเอว เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคและติดตามเฝ้าระวังภาวะอ้วนลงพุง วิธีการวัดคือ ให้อยู่ในท่ายืน ใช้สายวัดวัดรอบเอวซึ่งโดยทั่วไปจะวัดตรงระดับสะดือ วัดในช่วงจังหวะหายใจออก (ท้องแฟบ) ให้สายวัดแนบกับลำตัว แต่ไม่รัดแน่น และให้ระดับสายวัดอยู่ในแนวขนานกับพื้น โดยผู้ชายต้องมีเส้นรอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตร และผู้หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตร หากเส้นรอบเอวมากเกินกว่านี้ก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ สูงขึ้น