วิ่งด้วยความเร็วพอเหมาะของตัวเอง รับรองว่าผอมแน่!

คนที่เป็นนักวิ่งหรือเป็นนักกีฬามักรู้สึกว่าดีกว่าถ้าวิ่งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนทำงานประสานกัน หัวใจทำงานเต็มที่ เลือดสูบฉีด และเหงื่อออกมาก จะเผาผลาญพลังงาน
ได้มากกว่าการวิ่งเอื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นความจริงหากมองถึงผลระยะสั้น แต่การวิ่งให้เร็วเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันวิ่งมาราธอน แต่หากจุดประสงค์คือการวิ่งลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ การวิ่งด้วยความเร็วพอเหมาะ ไม่รู้สึกหอบเหนื่อย จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดี ผิดกับการวิ่งเร็วจนหายใจแทบไม่ทันที่ให้ผลตรงกันข้าม

กระบวนการเผาผลาญของร่างกายซึ่งเปลี่ยนไขมันสะสมเป็นพลังงานต้องอาศัยออกซิเจน ยิ่งออกกำลังกาย ร่างกายก็ได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น เมื่อไขมันแตกตัว กล้ามเนื้อที่กำลังใช้งานด้วยการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ2 จะนำไขมันมาใช้เป็นพลังงานจนหมด แต่ถ้าเป็นการวิ่งเร็วในระยะสั้น หรือที่เรียกว่าการออกกำลังกายแบบนันคาร์ดิโอ (non-cardio) ร่างกายจะดึงเอาน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันทีมาใช้แทนไขมันที่ใช้เวลานานกว่า ถ้าวิ่งอย่างช้าๆ ร่างกายจะใช้น้ำตาลและไขมันสะสมใน อัตราส่วน 5 : 5 แต่ถ้าเป็น “การวิ่งระยะสั้น” กลับทำให้อัตราการใช้ไขมันลดลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่า “ทำไมการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอจึงเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า”

นอกจากนี้การวิ่งเร็วจนต้องหายใจแรงขึ้นทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายแถมยังไม่ช่วยให้ผอมลงอีก จึงวิ่งได้ไม่นาน ขณะที่การวิ่งด้วยระยะทางไกลหรือใช้เวลานาน กลับเผาผลาญไขมันได้มากกว่าโดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อยเร็วเกินไป ก็จะสามารถกลับมาวิ่งได้บ่อย ๆ การวิ่งแบบไม่หักโหมเกินไป นี่แหละคือหัวใจของความสำเร็จของการวิ่งลดน้ำหนัก